กลยุทธ์การลงทุน Crude Oil (WTI)  ประจำวันที่ 11 ก.ย. 2569

DAY วานนี้ ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชนิดไม่หยุดพัก จากปัจจัยความขัดแย้งในสมรภูมิรบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังออิหร่าน – สหรัฐ ตอบโต้กันด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งถือเป็นการโจมตีเรือครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่อีกฝั่งชองแคบ บับเอลมัลเดป ในทะเลแดง ก็เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น กลุ่มฮูติยึด่าเรือโมคาของเยเมนวานนี้ ล้วนแต่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ความปั่นป่วนในอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางจะรุนแรงขึ้น ในขณะที่กลุ่ม OPEC อาจจะต้องเผชิญความเสี่ยง short supply จากการที่เวเนซุเอล่า อาจจะถอนตัวออกจากกลุ่มเช่นเดียวกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังมีรายงาน ขณะที่การผลิตน้ำมันภายในประเทศสมาชิก อย่าง ซาอุดิอาระเบีย ลดดลง ราว 1 ใน 3

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนต.ค. ปิดที่ 102.48 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 6.43 ดอลลาร์ หรือ +6.69%

ความขัดแย้งช่องแคบ ฮอร์มุช และ ช่องแคบ บับเอลมันเดป ยกระดับความรุนแรง...ปัจจ้ยบวกต่อน้ำมัน

  • เกิดเหตุการณ์ตอบโต้กันด้วยอาวุธอย่างหนัก โดยสหรัฐ ได้ปฏิบัติการจมเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ และในฝั่งอิหร่านก็ได้โจมตีเรือขนส่งสินค้าถึง 10 ลำบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นการโจมตีการขนส่งทางเรือครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม
  • ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเดินเรือ ข้อมูลการเดินเรือแสดงให้เห็นว่าจำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องภาวะอุปทานตึงตัว
  • ฝัง่ช่องแคบ บับเอลมันเดป กลุ่มฮูตีได้เข้ายึดครองท่าเรือโมคา (Mocha) ของเยเมน ซึ่งสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการขนส่งในทะเลแดง และมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย
  • ในขณะที่ตลาด เริ่มให้น้ำหนักตามถ้อยแถลงของทรัมป์ ที่คาดว่า่ สงครามอาจยืดเยื้อ ไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ (เดือน พ.ย.)

OPEC ประเมินการผลิตน้ำมัน ซาอุ ร่วงต่ำสุดในรอบ 36 ปี … ปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมัน

  • รายงานล่าสุดจาก OPEC ระบุว่า ในเดือน ส.ค. ซาอุดิอาระเบีย ผลิตน้ำมันดิบลดลงเหลือ 6.238 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 (ช่วงเริ่มต้นสงครามอ่าวเปอร์เซีย) โดยลดลงถึง 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันจากเดือนก่อนหน้า
  • อย่างไรก็ดี ซาอุดีอาระเบียมีการระบายน้ำมันจากคลังสำรองออกมาสู่ตลาดในระดับ 7.122 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อลูกค้า ตัวเลขการส่งออกจริง ลดลงเหลือ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำสุดในรอบ 13 ปี
  • OPEC กำลังเผชิญปัญหาในกลุ่มสมาชิก จากสถานะการณ์สงครามล่าสุด
    – เวเนซุเอลา: กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาภายในเรื่องการถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC หลังจากที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ถอนตัวไปก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน หากเป็นจริงจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น และความสามารถในการควบทิศทางราคาน้ำมันในกลุ่ม
    – อิรัก : เรียกร้องให้มีการคำนวณฐานการผลิตใหม่ที่ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าโควตาปัจจุบัน (4.431 ล้านบาร์เรลต่อวัน) เดิม IEA เคยประเมินความยั่งยืนของอิรักไว้เพียง 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่าน้้น ทั้งนี้อิรักออกมาขู่ถอนตัวจากกลุ่ม หากไม่มีการตอบรับข้อเสนอของตน
    – ขณะนี้ OPEC ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาภายนอกเพื่อประเมินศักยภาพการผลิตสูงสุดของสมาชิกแต่ละประเทศ โดยคาดว่าจะสรุปผลในช่วงสิ้นเดือนกันยายนและนำเสนอในที่ประชุมรัฐมนตรีน้ำมันในเดือนพฤศจิกายนนี้

ปัจจัยกดดันราคาน้ำมัน รอจ่อคิวสกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน

  • ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้้อโลก ซึ่งธนาคารกลางต่างๆ อาจต้องใช้วิธี คง หรือปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และผลที่ตามมา คือ ต้นทุนในการกู้ยืมจะพุ่งสูงทั้งภาคธรุกิจและครัวเรือน ท้ายที่สุดจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวและจะลดความต้องการใช้น้ำมันไปโดยปริยาย
  • การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงจากความกังวล ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นของนักลงทุน ส่งผลทำให้ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสียง ทั้งหุ้นและพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้ USD และ Bond Yiedl (ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล) ปรับตัวสูงขึ้น ท้ายที่สุดราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับคู่กับ USD จะถูกกดให้ร่วงลง
  • สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้มีการปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2026 ลง เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคและการขนส่งสินค้าทั่วโลก นอกจากนี้ EIA ยังระบุว่า คลังสำรองน้ำมันดิบทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ตลาดอยู่ในภาวะ “ขาดแคลนในระยะสั้น
  • ตลาดคาดว่า นอกเหนือจากการที่สหรัฐเดินหน้าใช้กำลังทางทหารกับอิหร่าน การเพิ่มมาตราการคว่าำบาตรอย่างต่อเนื่องกับอิหร่าน อาจส่งผลให้ อิหร่าน ต้องยอมในท้ายทีสุด มาตราการคว่ำบาตร ที่เพิ่มเติม
  • การยกระดับคว่ำบาตรภาคการบินอิหร่าน
    – สหรัฐขึ้นบัญชีดำสายการบินอิหร่าน 27 แห่ง
    – กระทรวงการคลังสหรัฐ (OFAC) ได้สั่งระงับใบอนุญาตที่เคยอนุญาตให้มีการบินผ่านน่านฟ้าอิหร่าน รวมถึงการอนุญาตให้สายการบินที่ไม่ใช่ของสหรัฐนำเครื่องบินพาณิชย์ที่มีส่วนประกอบของสหรัฐฯ บินเข้าสู่อิหร่านด้วย
    – คว่ำบาตรเพิ่มเติม บริษัทในประเทศที่ 3 ตุรกี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), มาเลเซีย และคาซัคสถาน ถูกระบุว่าเป็นบริษัทบังหน้า และ ช่วยอิหร่านจัดหาเครื่องบินและเทคโนโลยี
  • ตัดขาดอิหร่านจากระบบการเงินโลก
    – นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เตือนอย่างรุนแรง “หากสถาบันการเงินทั่วโลก ยังคงทำธรุกรรมหรือช่วยเหลือ ด้านการเงินแก่สายการบินอิหร่าน จะถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก หรือตัดออกจากระบบดอลลาห์สหรัฐเช่นกัน”
    –  เครือข่ายบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้สถาบันการเงินรายงานเครือข่ายจัดซื้อจัดหาที่สนับสนุนอุตสาหกรรมการบินของอิหร่านอย่างเข้มงวด
  • โดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจอิหร่าน
    – จากมาตราการคว่ำบาตรเที่ยวบิน เป็นการตัดขาด การเชื่อมต่อจากเตหะราน ไปยังนานาประเทศที่เป็นศูนย์การค้าโลก เช่นดูไป โดฮา อิสตันบูล โดยสหรัฐอ้างว่า อิหร่านใช้สายการบินพาณิชย์แอบอ้างเป็นเอกชน เพื่อลำเลียงอาวุธและกำลังพล
    – สหรัฐเดินหน้าส่งเรื่อง อิหร่านเป็นภัยคุกคาม ไปยัง UN เพื่อให้ทันต่อการประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้มาตราการคว่าำบาตรทางเศรษฐกิจและกดดันให้ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมมาตราการคว่ำบาตรนี้ด้วย (ตลาดจับตา จีน และ รัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีสิทธิใช้ Veto ในการระงับหัวข้อนี้ได้)

H4/H1 โครงสร้างขาขึ้นชัดเจน แต่การที่ราคาดีดตัวจาก 97.88 ไปถึง 103.51 อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิด Overextension หรือ Overbought เริ่มมีแรงเทขาย (ย่อตัว) สลับลงมา ราคาน้ำมันได้แรงหนุนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น (ระวังข่าวเจรจา จะสร้างแรงผันผวนให้กับราคาน้ำมัน(ควรมี SL ในทุกออร์เดอร์)

คำแนะนำ

  • เปิดสถานะซื้อ(รอสัญญาณขาย) กรอบ 98.877-100.743 /SL 98.000 เพื่อทำกำไรระยะ101.200/101.600/102.100/102.900/103.500/104.200/104.900/106.180
  • เปิดสถานะขาย (รอสัญญาณขาย + สัญญาณ Bearish H4 ) กรอบ 107.200-105.800 /SL108.200 เพื่อทำกำไร 104.000/103.000/102.000/101.000/100.000

แนวรับ 96.200/95.000/93.000

แนวต้าน 108.800/107.200/105.800

ปฎิทินเศรษฐกิจ 11 ก.ย.2569

บทวิเคราะห์ – รายงาน ข่าว

  • ติดตามประกาศตัวเลข CPI ในคืนนี้
    – หากตัวเลข CPI สูงเกินคาด ตลาดจะกังวลในเรื่องดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยาวนาน USD แข็งค่าขึ้น แต่ WTI อาจไม่ปรับตัวลงมาก หากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงหนุนอยู่ แต่อาจเห็นแรงเทขายทำกำไรระยะส้นจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว
    – หากตัวเลข CPI ตำกว่าคาด ตลาดคลายกังวลในเรืองดอกเบี้ย USD จะอ่อนค่า WTI ได้แรงหนุนให้ปรับตัวสุงขึ้น หากยังมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์หนุนอยู่
    – แต่หากตัวเลข CPI เท่ากับคาดการณ์ (คาดการ์ณเท่ากับเดือนก่อนหน้า) อาจเกิดได้ ทั้งรูปแบบ แกว่งตัวในกรอบแคบและโฟกัสที่ปัจจัยทาง ภูมิรัฐศาสตร์ หรือ อาจจะขายทำกำไรออกมาบ้าง เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ หนุนให้ราคาสามารถทะลุแนวต้านขึ้นไปได้
  • ทั้งนี้จะให้ความสำคัญกับตัวเลขประกาศ Core CPI m/m ก่อน เนื่องจากเฟดใช้ตัวเลขนี้ในการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย และ CPI m/m เนื่องจากลกระทบตรงสู่ผู้บริโภคในรายเดือน
    ส่วน CPI y/y จะเป็นตัวเลขบอกเงินเฟ้อในระยะยาวเทียบเป้าหมาย 2.0%

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *