Category: Forex Strategy
-
หลักการ Dow Theory เครื่องมือวิเคราะห์ที่ทรงพลังสำหรับเทรดเดอร์ปี 2025
Dow Theory เป็นทฤษฎีการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายและเป็นรากฐานของการศึกษาตลาดหุ้นและการเคลื่อนไหวของราคา โดยทฤษฎีนี้เกิดขึ้นจาก Charles Henry Dow ซึ่งแนะนำว่าตลาดสะท้อนข้อมูลทั้งหมดที่มีผลต่อราคาอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ Dow Theory ยังชี้ว่าแนวโน้มหลักมักประกอบด้วย 3 ระยะสำคัญ คือ ระยะการสะสม (Accumulation) ระยะเกิดแนวโน้ม (Participation) และระยะการกระจาย (Distribution) ในปี 2025 Dow Theory ยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการวิเคราะห์กราฟและเหมาะกับนักลงทุนที่สนใจทั้งตลาดหุ้นและตลาดคริปโต Dow Theory: เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่นักลงทุนต้องรู้จัก Dow Theory เป็นทฤษฎีการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญในโลกการเงินและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย โดย Charles Henry Dow ผู้ก่อตั้ง ได้วางรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาที่สะท้อนข้อมูลทุกอย่างในตลาด รวมถึงแนวโน้มราคาที่เกิดขึ้นเป็นระยะในตลาดหุ้นและคริปโต ในปี 2025 นี้ นักลงทุนยังคงสามารถใช้ Dow Theory เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์แนวโน้มราคาและการเคลื่อนไหวของตลาด ความสำคัญของ Dow Theory ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค การทำความเข้าใจ Dow Theory จะช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มในตลาดได้ดียิ่งขึ้น โดย…
-
5 ขั้นตอนการวิเคราะห์คลื่น Elliott Wave เพื่อการเทรดที่มีประสิทธิภาพ
ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับทฤษฎีคลื่น Elliott Wave ทฤษฎีคลื่น Elliott Wave หรือ “Elliott Wave Theory” คือแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาในตลาดการเงิน โดยเชื่อว่าราคาจะเคลื่อนไหวในรูปแบบคลื่นซ้ำๆ ที่ประกอบด้วย “คลื่นเร่ง” 5 คลื่นในทิศทางเดียวกับเทรนด์หลัก และ “คลื่นปรับ” 3 คลื่นในทิศทางตรงข้ามกับเทรนด์หลัก การเข้าใจรูปแบบคลื่นเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์ทิศทางตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนที่ 1: ระบุรูปแบบคลื่น การเริ่มต้นวิเคราะห์คลื่นเอลเลียตจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบหลัก 2 ประเภท ได้แก่ คลื่นเร่ง (Motive Wave) ซึ่งประกอบด้วย 5 คลื่น และ คลื่นปรับ (Corrective Wave) ที่ประกอบด้วย 3 คลื่น ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้ช่วยให้เราวิเคราะห์แนวโน้มและจุดกลับตัวของราคาได้ ขั้นตอนที่ 2: การนับคลื่นตามโครงสร้าง 5-3 เมื่อระบุรูปแบบได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการนับคลื่นตามโครงสร้างที่เป็นลักษณะ 5-3 ของทฤษฎีเอลเลียต การนับคลื่นช่วยให้มองเห็นภาพรวมของแนวโน้มและช่วยให้เราทำนายช่วงที่ตลาดจะเกิดการกลับตัวได้ ขั้นตอนที่ 3: วิเคราะห์การปรับตัวของคลื่นด้วยฟีโบนัชชี การใช้…
-
การเทรด Forex ให้ได้วันละ 1000 บาท – เคล็ดลับและกลยุทธ์สำหรับผู้เริ่มต้น
ทำความรู้จักกับ Forex และการตั้งเป้าหมายในการเทรด ตลาด Forex คืออะไร? ตลาด Forex (Foreign Exchange) เป็นตลาดการแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีการซื้อขายสกุลเงินต่างๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD), ยูโร (EUR), เยนญี่ปุ่น (JPY) และอีกมากมาย ตลาดนี้เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงในวันจันทร์ถึงศุกร์ เนื่องจากเป็นตลาดที่ครอบคลุมทั่วโลก ทำให้นักเทรดสามารถเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับตนเองได้ การทำกำไรในตลาด Forex มาจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงิน โดยซื้อเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น และขายเมื่อคาดว่าราคาจะลง ปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคา Forex ราคาสกุลเงินในตลาด Forex มีความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น นโยบายทางการเงินของธนาคารกลาง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์การเมืองของแต่ละประเทศ การติดตามข่าวสารเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเทรด เพราะจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำขึ้น การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้คุณคาดการณ์แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นและระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น กลยุทธ์การวางแผนและการตั้งเป้าหมายในการเทรดให้ประสบความสำเร็จ การคำนวณการทำกำไรวันละ 1000 บาท การตั้งเป้าหมายการทำกำไรในตลาด Forex ให้ได้วันละ 1000 บาทนั้นต้องมีการวางแผนอย่างดี ถ้าคุณมีเงินทุนเริ่มต้นที่ 10,000 บาท การทำกำไรเพียง…
-
Pullback คือสัญญาณการซื้อขายที่ดีหรือไม่? มาค้นหาคำตอบกัน!
Pullback เป็นหนึ่งในเทคนิคที่นักลงทุนและเทรดเดอร์ใช้เพื่อพิจารณาโอกาสในการเข้าสู่ตลาดหรือการทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์. แต่คำถามที่น่าสนใจคือ Pullback คือสัญญาณการซื้อขายที่ดีหรือไม่? บทความนี้จะพาคุณไปค้นหาคำตอบ พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีใช้ Pullback อย่างมีประสิทธิภาพในการเทรด. Pullback คืออะไร? Pullback หมายถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่เป็นการปรับตัวลดลงหรือพักตัวของสินทรัพย์ภายในแนวโน้มหลัก (Uptrend หรือ Downtrend). กล่าวง่ายๆ คือ เมื่อราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว ราคาจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ “ถอยกลับ” เพื่อปรับสมดุลก่อนที่จะกลับไปเคลื่อนไหวตามแนวโน้มเดิม. ตัวอย่างของ Pullback ในกราฟราคา เมื่อเราดูกราฟของสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ฟอเร็กซ์ หรือคริปโตเคอร์เรนซี่ เราจะพบเห็นได้บ่อยๆ ว่าหลังจากราคาพุ่งขึ้นแรง ๆ มักจะมีการถอยลงเล็กน้อยก่อนที่จะวิ่งขึ้นต่อ. การถอยลงนี้เรียกว่า Pullback. Pullback กับการเทรดแบบ Trend Following นักเทรดที่ใช้กลยุทธ์ “Trend Following” จะมองหาโอกาสในการเข้าสู่ตลาดเมื่อเกิด Pullback โดยใช้ Pullback เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อเทรดตามแนวโน้มหลักของตลาด. แนวคิดนี้เชื่อว่าหลังจากการพักตัวของราคา ราคาจะกลับมาเดินตามแนวโน้มเดิม ซึ่งหากเราเข้าสู่ตลาดในช่วง Pullback เราจะมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น. ทำไม Pullback จึงเป็นสัญญาณที่นิยม? Pullback…
-
Breakout คืออะไร? รู้จักกับกลยุทธ์การลงทุนที่ทำกำไรได้จริง
การลงทุนในตลาดการเงินเป็นเรื่องที่ต้องใช้กลยุทธ์เพื่อทำกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในเทคนิคที่นักลงทุนหลายคนใช้คือ Breakout ซึ่งเป็นสัญญาณที่ช่วยให้เราทราบว่าราคาของสินทรัพย์มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ Breakout คืออะไร และวิธีการใช้กลยุทธ์นี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจริง ๆ ได้อย่างไร Breakout คืออะไร? Breakout ในบริบทของตลาดการเงิน หมายถึงการที่ราคาของสินทรัพย์ (หุ้น, คริปโต, สินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ) เคลื่อนที่ผ่านแนวรับ (Support) หรือแนวต้าน (Resistance) ที่เคยทำให้ราคานั้นหยุดนิ่งหรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบมาก่อนหน้านี้ การทะลุผ่านระดับเหล่านี้มักเป็นสัญญาณว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทิศทางของราคา ซึ่งนักลงทุนสามารถใช้โอกาสนี้ในการซื้อหรือขายเพื่อทำกำไร การทำงานของ Breakout ในตลาดการเงิน Breakout เกิดขึ้นเมื่อมีแรงซื้อหรือแรงขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาพุ่งทะลุระดับสำคัญไป แนวรับและแนวต้านเป็นจุดที่นักลงทุนหลายคนจับตามองเพื่อดูว่าเมื่อไรราคาจะทะลุผ่าน หากราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ นักลงทุนมักมองว่าเป็นโอกาสซื้อ แต่หากทะลุแนวรับลงไป ก็เป็นสัญญาณที่นักลงทุนอาจใช้ในการขายหรือเปิดสถานะขาย (Short Selling) ประเภทของ Breakout 1. Breakout ขึ้น (Bullish Breakout) เป็นการที่ราคาทะลุผ่านแนวต้าน ซึ่งมักบ่งบอกถึงแนวโน้มขาขึ้นที่จะตามมา นักลงทุนจะใช้โอกาสนี้ในการเข้าซื้อเพื่อทำกำไรในระยะต่อไป 2. Breakout ลง (Bearish Breakout)…
-
การใช้กราฟแท่งเทียนกลับตัวร่วมกับแนวรับแนวต้าน
การเทรดในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นฟอเร็กซ์ หุ้น หรือทองคำ มีเครื่องมือหลายอย่างที่ช่วยให้เราวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในเครื่องมือที่นิยมใช้มากที่สุดคือ “กราฟแท่งเทียน” โดยเฉพาะ “แท่งเทียนกลับตัว” ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม การใช้กราฟแท่งเทียนกลับตัวร่วมกับ “แนวรับแนวต้าน” สามารถช่วยให้นักลงทุนวางแผนการเทรดได้แม่นยำยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงในการตัดสินใจผิดพลาด แท่งเทียนกลับตัวคืออะไร แท่งเทียนกลับตัว (Reversal Candlestick) เป็นกราฟที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของทิศทางราคาที่ชัดเจน หากราคาอยู่ในช่วงขาขึ้น (Uptrend) แต่แท่งเทียนกลับตัวปรากฏขึ้น นั่นหมายความว่าราคากำลังจะเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่ช่วงขาลง (Downtrend) และในทำนองเดียวกัน หากตลาดกำลังเป็นขาลง แต่พบแท่งเทียนกลับตัว ก็เป็นสัญญาณว่าราคากำลังจะพลิกกลับสู่แนวโน้มขาขึ้น ตัวอย่างของแท่งเทียนกลับตัวที่เราควรรู้จักได้แก่: การทำความเข้าใจแท่งเทียนเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเทรดที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้ร่วมกับแนวรับแนวต้าน ประเภทของแท่งเทียนกลับตัว การแยกประเภทของแท่งเทียนกลับตัวจะช่วยให้เรารู้ว่าสัญญาณที่เห็นนั้นเป็นสัญญาณซื้อ (Bullish Reversal) หรือสัญญาณขาย (Bearish Reversal) ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเทรด ดังนี้: การเรียนรู้และจดจำลักษณะของแต่ละประเภทของแท่งเทียนจะช่วยให้เราเข้าใจสภาวะตลาด และทำให้เราสามารถวางแผนได้ดีขึ้น วิธีการอ่านกราฟแท่งเทียนในตลาด Forex ในตลาด Forex การอ่านกราฟแท่งเทียนเป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากคุณสามารถอ่านกราฟและตีความแท่งเทียนได้อย่างถูกต้อง คุณจะสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและจับจังหวะที่เหมาะสมในการเทรดได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปแล้ว กราฟแท่งเทียนมี 4 ข้อมูลที่สำคัญที่เราต้องให้ความสำคัญคือ: การเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านี้ในแต่ละแท่งเทียนจะช่วยให้เราวิเคราะห์ทิศทางและแรงซื้อขายของตลาด นอกจากนี้…
-
เทรด Forex Divergence มีข้อดีอะไรบ้าง
การเทรด Forex นั้นเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักลงทุน และหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้บ่อยๆ ก็คือการใช้ Divergence หรือสัญญาณการกลับตัวที่ซ่อนอยู่ในการเคลื่อนไหวของราคากับอินดิเคเตอร์ หากคุณเคยสงสัยว่าเทคนิคนี้มีข้อดีอะไรบ้าง หรือมันสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรของคุณได้จริงหรือไม่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงประโยชน์ที่คุณสามารถได้รับจากการใช้ Divergence ในการเทรด Divergence คืออะไรในโลกการเทรด Divergence หรือ “ดีเวอร์เจนซ์” หมายถึงสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่สวนทางกับอินดิเคเตอร์ เช่น RSI, MACD หรือ Momentum Indicator โดยปกติแล้ว Divergence จะเกิดขึ้นเมื่อราคายังขึ้นหรือลงต่อไป แต่กราฟอินดิเคเตอร์แสดงถึงการสูญเสียโมเมนตัม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณให้ระวังว่าราคาอาจจะกลับทิศทางในไม่ช้า ประเภทของ Divergence Divergence มี 2 ประเภทหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา ซึ่งได้แก่: 1. Regular Divergence Regular Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่หรือต่ำสุดใหม่ แต่กราฟอินดิเคเตอร์ไม่ได้ทำจุดสูงสุดหรือต่ำสุดตาม การเกิด Regular Divergence บ่งบอกว่าราคามีโอกาสกลับตัวจากแนวโน้มปัจจุบัน 2. Hidden Divergence Hidden Divergence เกิดขึ้นในขณะที่ราคาทำจุดสูงสุดหรือต่ำสุดที่ต่ำกว่าเดิม แต่กราฟอินดิเคเตอร์กลับแสดงสัญญาณตรงกันข้าม สัญญาณนี้มักใช้เพื่อบ่งบอกถึงการยืนยันแนวโน้มเดิมของตลาด…
-
ความสำคัญของ Stochastic Oscillator ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค
Stochastic Oscillator เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักลงทุนและนักเทรด เครื่องมือนี้มีความสามารถในการระบุสัญญาณการซื้อและขายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ สโตแคสติก ออสซิลเลเตอร์ ในเชิงลึก ทั้งประวัติความเป็นมา การทำงาน และการนำไปใช้ในกลยุทธ์การเทรดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ตลาด Stochastic Oscillator คืออะไร? Stochastic เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความแข็งแกร่งและความเร็วของแนวโน้มราคา โดยใช้การเปรียบเทียบระหว่างราคาปิดปัจจุบันกับช่วงราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการหาจุดกลับตัวของราคาในตลาดที่ผันผวน ประวัติและที่มาของ Stochastic Oscillator เครื่องมือนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย Dr. George Lane ในปี 1950 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การกลับตัวของแนวโน้มราคา Dr. Lane เชื่อว่าราคามักจะปิดใกล้กับจุดสูงสุดในตลาดขาขึ้นและใกล้กับจุดต่ำสุดในตลาดขาลง Stochastic จึงถูกออกแบบมาเพื่อติดตามพฤติกรรมเหล่านี้ แนวคิดพื้นฐานของ สโตแคสติก ออสซิลเลเตอร์ หลักการของ สโตแคสติก ออสซิลเลเตอร์ คือการใช้เส้นสองเส้น คือ %K และ %D เพื่อติดตามแนวโน้มของราคา เส้น %K เป็นเส้นที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว ในขณะที่ %D เป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ %K ซึ่งช่วยในการยืนยันสัญญาณการซื้อขาย…
-
กฎสำคัญในการทำ Day Trading ให้ประสบความสำเร็จ
Day Trading คืออะไร? Day Trading คือการซื้อขายสินทรัพย์ภายในวันเดียวกัน โดยเน้นการหาผลกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ นักเทรดแบบ Day Trade จะปิดทุกสถานะก่อนสิ้นวันเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงข้ามคืน ความแตกต่างระหว่าง Day Trading กับการเทรดประเภทอื่น DayTrading ต่างจาก SwingTrading หรือการลงทุนระยะยาว เนื่องจากต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำในการเปิดและปิดสถานะภายในวันเดียว นักเทรดต้องมีความรู้และความเข้าใจในการใช้เครื่องมือทางเทคนิคเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ข้อดีและข้อควรระวังของ Day Trading ข้อดีของ เดย์เทรด คือการสามารถทำกำไรได้เร็ว ไม่ต้องถือสินทรัพย์ข้ามคืน และสามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาด แต่ข้อเสียคือความเสี่ยงสูง และต้องการความเชี่ยวชาญและการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมสำหรับ Day Trade ความสำเร็จใน เดย์เทรด เริ่มจากการเตรียมความพร้อมที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตลาด การศึกษาแนวโน้ม และการวางแผนที่รอบคอบ ความสำเร็จใน เดย์เทรด เริ่มจากการเตรียมความพร้อมที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตลาด การศึกษาแนวโน้ม และการวางแผนที่รอบคอบ การเลือกตลาดและสินทรัพย์ที่เหมาะสม การเลือกสินทรัพย์ที่มีความผันผวนและสภาพคล่องสูง เช่น หุ้น สกุลเงิน หรือคริปโต เป็นสิ่งสำคัญในการทำ Day Trade…
-
กลยุทธ์ Swing Trading ที่ประสบความสำเร็จ
Swing Trading ถือเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักเทรดที่ต้องการหาโอกาสทำกำไรจากความผันผวนของตลาดในช่วงเวลาที่ไม่ยาวเกินไป การทำความเข้าใจพื้นฐานและการเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกต้องจะช่วยให้นักเทรดสามารถประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ วันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ Swing Trade ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในตลาดได้มากขึ้น Swing Trading คืออะไร? SwingTrade คือการซื้อขายหุ้น สินทรัพย์ หรือสกุลเงินในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากการเทรดแบบ Day Trading ที่มักซื้อขายในวันเดียวกันหรือการลงทุนระยะยาวที่ถือครองสินทรัพย์หลายเดือนหรือปี ความแตกต่างระหว่าง Swing Trading กับการเทรดแบบอื่น การเทรดแบบ Swing นั้นเน้นการหาโอกาสในช่วงที่ตลาดมีการแกว่งตัว โดยไม่ต้องเฝ้าติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ต่างจาก Day Trading ที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว ข้อดีและข้อเสียของ Swing Trade ข้อดีคือช่วยให้คุณมีเวลาวิเคราะห์และตัดสินใจมากขึ้น ไม่ต้องเร่งรีบเหมือน Day Trading แต่ข้อเสียคือคุณต้องรับมือกับความผันผวนที่อาจทำให้เกิดการสูญเสียได้ในช่วงสั้นๆ พื้นฐานของกลยุทธ์ Swing Trade การเทรดแบบ Swing ต้องการการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่แม่นยำและมีการวางแผนการซื้อขายที่ดีเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ การวิเคราะห์เทคนิคใน สวิงเทรด การวิเคราะห์เทคนิคคือหัวใจของการทำกำไรจาก Swing Trade นักเทรดควรเข้าใจการใช้กราฟและเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยคาดการณ์แนวโน้มและจุดกลับตัวของราคา ตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ควรรู้ MACD,…